ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีประวัติศาสาตร์มาอย่างยาวนาน บางสถานที่มีความเก่าแก่จนกลายที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ อีกทั้งยังได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อย่างเช่นอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ที่นี่นอกจากความเก่าจนเป็นมรดกของชาติแล้ว ยังมีตำนานความเชื่อเรื่อง พระพุทธรูปพูดได้ อยู่ด้วย

พระพุทธรูปพูดได้ที่ว่านี้ ประดิษฐานอยู่ที่ วัดศรีชุม จังหวัดสุโขทัย เป็นจังหวัดที่มีประวัติความเจริญรุ่งเรืองมากก่อนที่จะไปเป็นเมืองขึ้นของพม่า ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีความสงบ มีวิถีการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย หากอยากจะหาที่พักผ่อนเติมพลังใช้ชีวิตแบบสงบสไลว์ไลฟ์ หลังจากลุยงานมาหนัก ที่นี่นี้ถือเป็นหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด

ประวัติจังหวัดสุโขทัย

ในอดีตจังหวัดสุโขทัยเคยเป็นอาณาจักรแรกของชาวไทยเมื่อ 700 ปีก่อน คำว่าสุโขทัยมาจากคำสองคำ คือ สุข+อุทัย ซึ่งมีความหมายว่า รุ่งอรุณแห่งความสุข จากรอยแห่งประวัติศาสตร์ถือได้ว่าอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้มีความเจริญรุ่งเรือง มีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติมากมายทำให้เป็นที่รู้จักกับชาวต่างประเทศ และต้องการมาค้าขายกับอาณาจักรนี้

พ่อขุนรามคำแหง

อาณาจักรของสุโขทัยริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1800 หลังจากพ่อเมืองผู้เป็นพระบิดาของพ่อขุนผาเมืองสิ้นพระชนม์ลง มีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินหลายก๊กหลายเหล่าต่างอยากเข้ามาปกครอง จนพ่อขุนบางกลางหาวเข้ายึดเมืองได้ และได้สร้างเมืองสุโขทัยตั้งเป็นราชธานี และพ่อขุนบางกลางหาวได้เปลี่ยนพระนามใหม่ว่า พ่อขุนศรีอิทราทิตย์ ทั้งนี้ถือได้ว่าเมืองสุโขทัยเป็นราชธานีแรกของราชอาณาจักรไทย

ล่วงมาถึงสมัยพ่อขุนรามคำแหงได้มีการพัฒนาขยายเมืองออกไปกว้างขวาง ครอบคลุมเกือบทั้งประเทศไทย และได้มีการพัฒนาในด้านต่าง ๆ เช่น กฎหมาย การปกครอง ศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้เกิดตัวอักษรไทยขึ้นในปี พ.ศ.1826 สมัยนั้นนับว่ามีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก ศิลปะวัฒนธรรม และประเพณีต่าง ๆ ของไทยส่วนใหญ่ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในสมัยนี้ เช่น ประเพณีลอยกระทง เป็นต้น

วัดศรีชุมพระพูดได้ มีจริงหรือ??

เล่าประวัติตำนานของสุโขทัยให้ได้ทราบกับไปคร่าว ๆ แล้ว คราวนี้เรามาเข้าเรื่องราวของพระพุทธรูปพูดได้กันบ้าง แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงพระพุทธรูปพูดได้ เรามาดูประวัติของวัดศรีชุมกันก่อน จากเดิมวัดแห่งนี้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วัดฤๅษีชุม ซึ่งจะถูกสร้างขึ้นอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองสุโขทัย สันนิษฐานกันว่าสร้างในสมัยพ่อขุนรามคำแหง

ที่วัดแห่งนี้มีโบราณสถานขนาดใหญ่ โดยมีลักษณะเป็นมณฑปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปที่เป็นปูนปั้นขนาดใหญ่ น่าเสียดายที่หลังคาได้พลังทลายลงมาหมดแล้วจะเหลือแต่ผนังทั้งสี่ด้านโดยแต่ละด้านของผนังมีภาพเขียนที่เก่าแก่มีอายุเกือบ 700 ปี ถึงแม้ว่าปัจจุบันภาพเขียนดังกล่าวอาจจะลางเลือนไปตามกาลเวลาเกือบหมดแล้ว แต่ก็ยังพอมีร่องรอยให้เห็นอยู่บ้าง

หน้ามณฑปวัดศรีชุม

นอกจากภาพเขียนแล้ว ตามผนังยังมีการแกะสลักภาพเป็นลายเส้นโดยเป็นเนื้อเรื่องของชาดกต่าง ๆ ทั้งหมดจำนวน 50 ภาพ พระพุทธรูปที่ตั้งอยู่บนมณฑปนั้นเป็นประพุทรูปปางมารวิชัย ที่เป็นศิลปะในสมัยสุโขทัย หน้าตักกว้าง 11.30 เมตร สูง 15 เมตร มีชื่อว่า พระพุทธอจนะ เป็นที่เลื่องลือถึงความศักดิ์สิทธิ์ ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมากราบไหว้สักการะไม่ขาดสายเลยทีเดียว

ตำนานพระพุทธรูปพูดได้

ที่มาของพระพุทธรูปพูดได้นั้นเกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุทธยา เมื่อครั้งที่พระนเรศวรได้มาประชุมทัพที่วัดศรีชุม เพื่อที่จะยกทัพไปปราบเมืองสวรรคโลก โดยพระองค์ทรงหากุศโลบายสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เหล่าทหารในทัพ เนื่องเพราะด้วยว่าการรบในครั้งนี้เป็นการรบกับคนไทยด้วยกันเอง จึงทำให้เหล่าทหารไม่มีกะจิตกะใจที่จะทำการรบ

ท่านจึงได้ทำพิธีเสี่ยงทายที่หน้า พระพุทธอจนะ พระประธานในมหามณฑป ซึ่งท่านให้ทหารทั้งหลายเป็นสักขีพยาน ท่านได้ทรงเสี่ยงทายว่า “การรบครั้งนี้หากจะได้ชัยชนะกลับมา ก็ขอให้พระอจนะที่วัดศรีชุมนี้ได้เปล่งเสียงกล่าวตอบ แต่หากไม่ชนะก็ไม่ต้องตอบสิ่งใด”

พระพุทธอจนะ

หลังจากท่านได้กล่าวจบ ผลของการเสี่ยงทาย ได้ผลออกมาโดย พระพุทธอจนะ ได้เปล่งเสียงตอบกลับมา ทหารที่ได้ยินเสียงของพระพุทธรูปมีเสียงออกมาจึงคิดว่าเป็นเรื่องของปาฏิหาริย์ จึงทำให้มีขวัญและกำลังใจในการทำศึกครั้งนี้มากขึ้น

แต่เสียงที่ทหารทุกคนได้ยินนั้นไม่ใช่ปาฏิหาริย์แต่อย่างใด เป็นกุศโลบายของพระนเรศวรได้มีรับสั่งให้ทหารคนหนึ่งปีนขึ้นไปซ่อนตัวอยู่หลังเศียรของพระพุทธรูป และส่งเสียงตอบกลับมา โดยหลังเศียรของพระพุทธรูปเป็นอุโมงค์จึงทำให้เสียงที่ดังออกมาก้องกังวาลเหมือนกับพระพุทธรูปพูดได้จริง ๆ จึงกลายเป็นมาและตำนานของ พระพุทธรูปพูดได้ นั่นเอง

เคล็ดลับการขอพรจากพระพุทธรูป

อย่างแรกเราต้องทำความเข้าใจกันก่อน พระพุทธรูป เป็นสิ่งสมมติที่สร้างขึ้นมาแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าหากไม่มีการกราบไหว้สักการะก็เป็นเพียง อิฐหินดินทรายธรรมดา ความศักดิ์สิทธิ์จะเกิดขึ้นได้จากผู้ที่มีบุญบารมีสร้างองค์พระพุทธรูปนั้น ๆ รวมไปถึงพระพุทธรูปนั้นเป็นแหล่งรวมจิตใจที่บริสุทธิ์ และความศรัทธาจำนวนมากจึงเกิดพลังทำให้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา

ดังนั้นการที่จะขอพรจากพระพุทธรูปให้ได้ที่สำเร็จตามที่หวัง จึงไม่จำเป็นที่จะนำข้าวของเครื่องใช้ ข้าวปลาอาหาร ผักผลไม้มาเป็นลาภสักการะขอพร ขอเพียงแต่ให้บูชาด้วย อามิสบูชา (ดอกไม้ ธูป เทียน ฯลฯ)

ซึ่งจะเป็นการบูชาที่ดีที่สุดแล้ว นั่นก็คือการบูชาด้วยการปฏิบัติตัวทำความดี อยู่ในศีล 5 ทั้งทางกาย วาจา ใจ และหมั่นถือศีล สวดมนต์ไหว้พระ ก็ได้เอาตามที่สะดวก หรือจะสวดมนต์เฉพาะวันพระก็ยังได้ทั้งจะมี บทสวดมนต์สำหรับวันพระ โดยเฉพาะ

การเดินทาง

ที่ตั้งของวัดศรีชุมจะอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย โดยตั้งอยู่ในอำเภอเมือง ถนนจรดวิถีถ่อง อยู่ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง โดยอยู่ห่างจากตัวเมืองสุโขทัยมาตามทางหลวงหมายเลข 12 (สุโขทัย-ตาก) ประมาณ 12 กม. เปิดให้เข้าชมทุกวันเวลา 06.00 – 21.00 น. เก็บค่าเข้าชมคนละ 20 บาท

ประเพณีลอยกระทงเกิดขึ้นเมื่อใด

ตามประวัติศาสตร์ไม่ปรากฎแน่ชัด แต่เชื่อกันว่าเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสุโขทัย สมัยพ่อขุนรามคำแพง ในสมัยนั้นจะเรียกว่า “พิธีจองเปรียญ” หรือ “การลอยพระประทีป” วันลอยกระทงจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ซึ่งปี 2564 นี้ตรงกับวันศุกร์ ที่ 19 พฤศจิกายน 2564

หลักศิลาจารึก คืออะไร

เป็นหลักศิลาที่ทำจากหินทรายแป้ง มีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยม หรือทรงยอ ใช้จารึกบอกเล่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เกิดในสมัยนั้น ด้วยภาษาไทยในยุคแรก ๆ

พระพุทธรูป คือ

รูปที่สร้างขึ้นแทนพระพุทธเจ้า เพื่อให้ผู้เคารพศัทธาได้กราบไหว้บูชา และระลึกถึงคำสอนของพระองค์ โดยสามารถสร้างขึ้นได้หลายรูปแบบจากวัสดุต่าง ๆ เช่น ปูน หิน เหล็ก เป็นต้น

สรุป

ในตอนแรก ตรวจหวย ก็คิดว่า พระพุทธรูปพูดได้ จะเป็นปาฏิหาริย์เกิดขึ้นจริง ที่แท้ก็เป็นกุสโลบายของสมเด็จพระเนรศวร ในการสร้างขวัญกำลังใจของทหารเพื่อทำการรบนั่นเอง ทั้งนี้ที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย นอกจากพระพุทธรูปพูดได้แล้ว ยังมีจุดที่แสดงถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานอีกหลายจุดที่จะทำให้ทุกคนที่ได้ไปเดินชมกันไม่น่าเบื่อ ด้วยมนต์ขลังของศิลปะ และสถาปัตยกรรมเก่าแก่ในสมัยสุโขทัย แถมยังได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์จากของจริงอีกด้วย

บทความที่น่าสนใจ