มีคำถามเข้ามาว่า “ใครรู้ช่วยด้วยนะ คือมีคนบอกให้เราหา พระปางสะดุ้งมาร มาใส่บาตร แต่เราไม่รู้ว่าเป็นอย่างไง ใครรู้ช่วยบอกหน่อย หาใช้ได้ที่ไหน ถ้ามีรูป ให้ดูว่าลักษณะเป็นอย่างไร จะขอบคุณมาก ๆ “

ก่อนอื่น ตรวจหวย ขอบอกก่อนเลยว่า พระปางสะดุ้งมาร จริง ๆ แล้วไม่มีในพุทธศาสนา ตามจริงแล้วต้องเรียกว่า ต้องเรียกว่า “พระปางมารสะดุ้ง” มากกว่าเพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไม่เคยสะดุ้งมาร มีแต่มารนั่นแหละที่จะสะดุ้งในบารมีทั้ง ๓๐ ทัศ อันเต็มเปี่ยมของพระองค์ท่าน

ตามจริงแล้ว พระปางสะดุ้งมาร ที่เรียก ๆ กัน มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “พระปางมารวิชัย” ซึ่ง มีความหมายได้ว่า แปลว่า “มีชัยชนะเหนือมาร” ซึ่งที่มาของพระพุทธรูปปางนี้มีที่มาจากเมื่อครั้งนั้น

ครั้นพระมหาบุรุษบรมโพธิสัตว์ ทรงอธิษฐานพระหฤทัยแล้ว เทพยดาและพรหมทุกสถาน อันมีท้าวสหัมบดีพรหมและท้าวมฆวาฬเป็นต้น ก็พากันชื่นชมโสมนัส มีหัตถ์ทรงซึ่งเครื่องสักการบูชาบุบผามาลัยอันมีประการต่างๆพากันมาสโมสรสันนิบาตห้อมล้อมโห่ร้องซ้องสาธุการบูชาพระมหาบุรุษสุดที่จะประมาณ เต็มตลอดมงคลจักรวาลนี้

ครั้งนั้นแล พญามารวัสวดี ได้สดับสัททสำเนียงเสียงเทพเจ้าบันลือลั่นโกลาหล จึงดำริว่า หน่อพระพุทธวงกูรจะล่วงพ้นวิสัยแห่งเรา เป็นการสูญเสียแห่งเรา เป็นการสูญเสียศักดิ์ศรี อันน่าอัปยศอดสูอย่างยิ่ง ควรที่เราจะไปทำอันตรายขัดขวางให้พระองค์ทรงลุกหนีไปให้พ้นจากบัลลังก์ อย่าให้พระองค์ล่วงพ้นวิสัยเราไปได้

พญามารมีความพอโรธด้วยกำลังอิสสาจิตครอบงำสันดานจึงร้องอุโฆษณาการให้พลเสนามารทั้งสิ้นมาประชุมกัน พร้อมด้วยสรรพาวุธและสรรพพานะอันแรงร้าย เหลือที่จะประมาณเต็มไปในคัดคณาท้องฟ้า พญาวัสวดีมารขึ้นช้างคีรีเมขล์ นิรมิตมือหนึ่งพันถืออาวุธพร้อมสรรพ นำกองทัพมารอันแสนร้ายเหาะมาโดยนภาลัยประเทศเข้าล้อมเขตบัลลังก์รัตน์ของพระมหาบุรุษบรมโพธิสัตว์ไว้อย่างแน่นหนา

ทันใดนั้น บรรดาเทพเจ้าที่พากันมาแวดล้อมถวายสักการบูชาหน่อพระชินศรีอยู่ต่างก็มีความกลัว พากันหนีไปยังขอบจักรวาล ทิ้งให้พระองค์ทรงต่อสู้กับพญามารแต่พระองค์เดียวเมื่อพระมหาบุรุษบรมโพธิสัตว์ผู้พุทธางกูรทรงเปล่าเปลี่ยวเหลียวหาผู้จะช่วยมิได้ ก็ตรัสเรียกทวยทหารของพระองค์ ๓๐ เหล่า ท พ กล่าวคือ พระบารมี ๓๐ ทัศ

ด้วยพระคาถาดำรัสว่า อายนฺตุ โภนฺต อิธ ทานสีลา เป็นอาทิ ความว่า มาเถิดพวกท่านทั้ง ๓๐ กอง จงพร้อมกันจับอาวุธรบกับหมู่มารในบัดนี้ ครั้งนั้น บารมีธรรม ๓๐ ประการคือทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา และอุเบกขา เป็นอาทิต่างก็สำแดงกายให้ปรากฏดุจทหารกล้าถืออาวุธพร้อมที่จะเข้าประยุทธชิงชัยกับเสนามาร รอพระบรมโองการประทานโอกาสอยู่เท่านั้น

เมื่อพญามารวัสวดี เห็นพระมหาบุรุษบรมโพธิสัตว์ประทับนิ่งไม่หวั่นไหวแต่ประการใด ก็พิโรธยิ่งนักสั่งให้เสนามารรุกเข้าทำอันตรายหลายประการจนหมดฤทธิ์ บรรดาสรรพาวุธศาตรายาพิษที่พุ่งซัดไปก็กลายเป็นบุบผามาลัยบูชาพระองค์จนสิ้น

ครั้งนั้นพญามารวัสวดีจึงตรัสกะพระมหาบุรุษด้วยสันดานพาลว่า สิทธัตถกุมาร บัลลังก์แก้วนี้เป็นของเรา เกิดขึ้นมาด้วยบุญเรา ท่านเป็นคนไม่มีบุญ ไม่ควรจะนั่ง จงลุกไปเสียโดยเร็ว

พระมหาบุรุษพุทธางกูรเจ้าก็ตรัสตอบว่า “ดูกรพญามารบัลลังก์แก้วนี้ เกิดขึ้นด้วยบุญของอาตมาที่ได้บำเพ็ญมาแต่อสังเขยยกัปจะนับจะประมาณมิได้ ดังนั้นอาตมาผู้เดียวเท่านั้นสมควรจะนั่ง ผู้อื่นไม่สมควรเลย”

พญามารวัสวดีทรงโต้แย้งว่า ที่พระมหาบุรุษรับสั่งมานั้นไม่เป็นความจริง ให้พระองค์หาพยานมายืนยันว่า พระองค์ได้บำเพ็ญกุศลมาจริงให้ประจักษ์เป็นสักขีพยานในที่นี้

เมื่อพระมหาบุรุษไม่เห็นผู้อื่นใด ใครจะกล้ามาเป็นพยานในที่นั้นได้ จึงตรัสเรียกนางวสุนธราเจ้าแห่งธรณีว่า “ดูกรวสุนธรา นางจงมาเป็นพยานในการบำเพ็ญกุศลของอาตมาในกาลบัดนี้ด้วยเถิด”

ทันใดนั้น นางวสุนธราเจ้าแม่ธรณีก็ปรากฏกายทำอัญชลีถวายอภิวาทแล้วเปล่งวาจาประกาศให้พญามารทราบว่า พระมหาบุรุษบรมโพธิสัตว์พระองค์นี้ได้บำเพ็ญกุศลมามากมายเหลือที่จะนับได้ แม้แต่เพียงน้ำตรวจที่ข้าพเจ้าเอามวยผมรองรับไว้บนเศียรเกล้า ก็มีมากพอจงถือเอาเป็นหลักฐานพยานได้

ครั้นนางวสุนธรากล่าวแล้ว ก็บรรจงหัตถ์อันงามปล่อยมวยผมบีบน้ำตรวจที่สะสมไว้แต่อเนกชาติ ให้ไหลออกมาเป็นทะเลหลวงท่วมทับเหล่าเสนามารทั้งปวงให้จมลงวอดวาย กำลังน้ำได้ซัดช้างคีรีเมขล์ ให้ถอยร่นลงไปติดขอบจักรวาล

ครั้งนั้น พญามารวัสวดีตกตะลึงเป็นอัศจรรย์ด้วยมิเคยเห็นมาแต่กาลก่อนก็ประนมหัตถ์ถวายนมัสการยอมปราชัยพ่ายแพ้บุญบารมีของพระมหาบุรุษบรมโพธิสัตว์พุทธางกูร แล้วพญามารวัสวดีก็อันตรธานหายไป ณ บัดนั้น ให้พระมหาบุรุษทรงมารวิชัย กำจัดมารให้พ่ายแพ้ได้เด็ดขาด ตั้งแต่เวลาเย็นพระอาทิตย์ยังมิทันอัสดงคตด้วยพระไตรทสบารมีนั้นแล

ลักษณะของ พระปางสะดุ้งมาร หรือ พระปางมารวิชัย

  • พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในอิริยาบถนั่งขัดสมาธิ
  • พระหัตถ์ซ้ายหงายวางบนพระเพลา
  • พระหัตถ์ขวาวางบนพระชานะ (เข่า)นิ้วพระหัตถ์ชี้ลงพื้นธรณี

พุทธคุณของพระปางสะดุ้งมาร หรือ พระปางมารวิชัย

  • ชนะกิเกส มารในใจ
  • ชนะศัตรูภัยพาล
  • ชนะอุปสรรคทั้งปวง

ทำไมพระปางนี้ถึงนิยมสร้างไว้ในอุโบสถ

เมื่อครั้งที่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้พระพุทธเจ้า ชี้พระหัตถ์ลงสู่พื้นดิน ความหมายก็คือการอยู่เหนือโลก หรือพ้นไปจากวัฏสังขาร (คำว่าโลกไม่ได้แปลว่าโลกกลมๆ ที่เราเข้าใจ แต่ คำว่าโลกหมายถึงสัตว์ มนุษย์ เทพ พรหม ทั้งหลาย)

พระพุทธรูปปางนี้จึงหมายถึงการอยู่เหนือโลกคือ เหนือกิเลสหรือพ้นไปจากโลก ก็คือ พ้นไปจากวัฏสังขารนั้น พุทธศาสนิกชนผู้เข้ากราบไหว้พระพุทธรูปปางนี้ย่อมต้องนึกถึงธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาเรื่องสำคัญก็คือ เรื่องของกิเลส เรื่องจะเอาชนะกิเลสได้อย่างไร

พระปางสะดุ้งมาร มาจากไหน

ชื่อนี้มีที่มา แต่มาจากไหนนั้นมาดูกัน ที่มานั้นมาจากเมื่อครั้งเสด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จตรวจพิพิธภัณฑ์ ทรงเห็นพระพุทธรูปมารวิชัยองค์หนึ่งไม่งดงาม จึงกล่าวทักด้วยพระอารมณ์ขันว่า พระองค์นี้น่าจะเป็นปางสะดุ้งมาร

อีตาคุณหลวงอะไรก็ไม่รู้ที่ดูแลพิพิธภัณฑ์ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด ติดป้ายว่าปางสะดุ้งมารอยู่นาน กว่าเสด็จในกรมจะทรงมาพบ ซึ่งก็กริ้ว และรับสั่งให้นำป้ายออก แต่ก็ยังเป็นเหตุให้ผู้คนจำนวนมากก็เลยเรียกสับสนกับ”พระปางมารวิชัย” จนเพี้ยนเป็น “ปางสะดุ้งมาร” มาจนถึงปัจจุบัน

พระปางมารวิชัยที่สวยที่สุดในไทย

เนื่องจากพระปางดังกล่าวนี้นิยมที่จะนำไปประดิษฐานในอุโบสถตามวัดต่าง ๆ มากมาย แต่จะขอบอกเลยว่าองค์ที่งามที่สุดอยู่ที่ เมืองสองแคว หรือจังหวัดพิษญุโลกนั่นเอง ใช่แล้ว…นั่นก็คือ “พระพุทธชินราช”

ที่ถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมความศรัทธาของคนพิษณุโลก และคนไทยอย่างเต็มเปี่ยม สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท จัดเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามที่สุดในประเทศไทย

ด้วยลักษณะขององค์พระเส้นรอบนอกพระวรกายอ่อนช้อย พระขโนงโก่ง พระเนตรประดุจตากวาง พระนาสิกโด่ง ชายผ้าสังฆาฏิแยกเป็นเขี้ยวตะขาบ นิ้วพระหัตถ์ทั้ง 4 ยาวเสมอกัน อยู่ในลักษณะปางมารวิชัย

ด้านซ้ายและขวาขององค์พระมียักษ์ 2 ตน คอยปกปักรักษาองค์พระอยู่ อีกทั้งยังมีพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรเป็นอัครสาวกอยู่

นอกจากนี้แล้วยังมีซุ้มเรือนแก้วที่คาดว่าน่าจะสร้างในสมัยอยุธยา ลักษณะเป็นรูปตัวเหรา ถือเป็นศิลปะที่สวยงามมากอย่างหนึ่ง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เป็นองค์พระที่งานที่สุดในประเทศนั่นเอง

สรุป

พระปางสะดุ้งมาร ไม่ใช่ลักษณะของ “ปาง” ของพระพุทธรูป แต่ที่มาที่เรียกว่าสะดุ้งมาร เพราะลักษณะของพระที่พิมพ์ออกมาแล้วมีลักษณะไม่สวยตามแบบพิมพ์ อาจมีการบิดเบี้ยวของพระ จนกลายเป็นคำเรียกว่า พระปางสะดุ้งมาร สรุปว่า พระปางสะดุ้งมารไม่ได้เป็นลักษณะ “ปาง” ของพระ แท้ที่จริงแล้วที่ถูกต้องเรียกว่า พระปางมารสะดุ้ง หรือพระปางมารวิชัย