หลวงปู่ศุข
หลวงปู่ศุข

ถ้ากล่าวถึงพระเกจิที่มีชื่อ และมีอภิญญาขั้นสูงนั้น มีอยู่หลายท่านด้วยกัน เรามาเริ่มกันที่ หลวงปู่ศุข ผู้เป็นเลิศในทางไสยเวทย์และอภิญญาธรรม พระอาจารย์เอกของกรมหลวงชุมพร หลวงปู่ นั้นเป็นที่รู้จักของใครหลาย ๆ คน ทั้งในทางอิทธิกฤทธิ์ และการรักษาโรคต่าง ๆ ถือได้ว่าท่านเป็นแพทย์แผนโบราณที่เก่งกาจ มียาไทยสมุนไพรที่รักษาได้อย่างชะงัก ทำให้ประวัติของท่านน่าสนใจและน่าศึกษาเป็นอย่างมาก

ประวัติหลวงปู่ศุข

หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จะกล่าวถึงประวัติของหลวงปู่ นั้นไม่ค่อยจะแน่ชัดนัก เพราะหลายฉบับมีเนื้อหาที่มาแตกต่างกันออกไป อีกทั้งยังมีการถกเถียงในบางส่วนของประวัติอยู่บ้าง ในที่นี้จึงขอยกเอาประวัติหนึ่งที่ค่อนข้างละเอียด ดังนี้

หลวงปู่ ท่านมีชื่อเดิมว่า ศุข นามสกุล เกศเวช เกิดเมื่อพ.ศ. ๒๓๙๖ ตรงกับปีฉลู ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๔ อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท โยมบิดาชื่อน่วม โยมมารดาชื่อทองดี มีพี่น้องทั้งหมด ๙ คน โดยที่ท่านเป็นบุตรคนโต

เมื่อท่านอายุได้ ๗ ปี ลุงแฟงที่มีศักดิ์เป็นพี่ของโยมแม่ได้มาเยี่ยมเยียน เห็นน้องสาวมีลูกถึงเก้าคน จึงคิดที่จะแบ่งเบาภาระของน้องสาว จึงขอลูกของน้องสาวมาช่วยเลี้ยงสักคน โดยจะเลี้ยงให้เหมือนกับเป็นลูกของตัวเอง

นางทองดี จึงปรึกษากับสามี จนตัดสินใจมอบ เด็กชายศุข ให้กับนายแฟง เด็กชายศุขเป็นเด็กที่ขยันขันแข็ง และยังว่านอนสอนง่าย จนถึงวัย ลุงได้ส่งให้ไปเรียนที่วัดใกล้ ๆ บ้าน เด็กชายศุขเป็นเด็กฉลาด ทำให้ได้ความรู้และเก่งกล้าในทางไสย์เวทย์และคาถาอาคม

และเมื่อเติบโตถึงวัยหนุ่มอันสมควรมีครัวเรือน นายแฟงจึงสู่ขอนางสมบูรณ์ให้กับนายศุข อยู่กินกันจนมีบุตรหนึ่งคน ชื่อว่า สอน เมื่อนายศุขอายุได้ ๒๒ ปี จึงได้ออกอุปสมบทที่วัดข้าง ๆ บ้านคือ วัดโพธิ์บางเขน ปัจจุบันคือ วัดโพธิ์ทองล่าง มีพระครูเชย จันทสิริ เจ้าอาวาสวัดเป็นพระอุปฌาย์ให้ ได้ฉายาทางพระว่า “เกศโร”

พระภิกษุศุขได้ให้ความสนใจในการศึกษาวิทยาคม ได้ศึกษากับพระอาจารย์หลาย ๆ ท่าน โดยท่านแรกพระอุปชฌาย์ พระครูเชยนั่นเอง เมื่อได้พื้นฐานแล้ว ก็ไปศึกษาเพิ่มเติมต่อจากอาจารย์ท่านอื่น ๆ อาจารย์เปิง วัดชินวนาราม, หลวงปู่เฒ่า วัดหงส์รัตนาราม

หลังจากนั้นท่านก็ออกเดินธุดงค์ไปตามป่าเขา ได้พบกับพระอาจารย์ที่เรืองเวทย์หลาย ๆท่าน ได้ศึกษาวิชาความรู้กับพระอาจารย์ที่มีอภิญญาหลายรูป จนทำให้ท่านตัดสินใจครองเพศบรรพชิตตลอดไป

กาลเวลล่วงเลยมานาน ท่านธุดงค์ใกล้กับบ้านเดิมจึงได้แวะเยี่ยมหาโยมพ่อโยมแม่ แต่ทั้งสองท่านได้ย้ายบ้านไปแล้วไม่ไกลจากที่เดิม ท่านจึงสืบหาว่าย้ายไปที่ใดจนได้เจอกับโยมแม่ทราบว่าโยมพ่อเสียไปแล้ว พระศุขจึงตัดสินใจอยู่ที่วัดร้างแห่งหนึ่งชื่อวัดอู่ทอง

ท่านได้พัฒนาวัดที่ทรุดโทรมแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ จนเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า วัดปากคลองมะขามเฒ่า

หลวงปู่ศุข
รูปถ่ายหลวงปู่ศุข

หลวงปู่กับหลวงพ่อโพรงโพธิ์

ครั้งเมื่อครั้งที่หลวงปู่ออกธุดงค์ตามป่าเขา ได้พบเจอกับพระอาจารย์ลึกลับท่านหนึ่งที่ ถ้ำวัวแดง ได้มีโอกาสได้ขอศึกษาวิชาต่าง ๆ ต่อมาเข้าใจว่าพระอาจารย์ลึกลับนั้นหมายถึงพระครูเทพโลกอุดร หรือไม่ก็เป็นศิษย์รูปใดรูปหนึ่งของท่าน

ซึ่งอาจจะหมายถึงพระอาจารย์เสือ และอภิญญาจารย์กลางไพร ซึ่งมีพฤติกรรมใกล้เคียงกับสองท่านนี้ เชื่อกันว่าเป็นพระอาจารย์สำคัญรูปหนึ่งของหลวงปู่ เนื่องด้วยท่านมาแปลกไปแปลก ไม่มีประวัติ ไม่มีชื่อ ชาวบ้านไปเจอท่านครั้งแรกเห็นท่านนั่งสมาธิอยู่ในโพรงต้นโพธิ์

จึงได้เรียกขานกันในชื่อ หลวงพ่อโพรงโพธิ์ เป็นที่เชื่อกันว่าท่านเป็นศิษย์รูปหนึ่งของพระครูเทพโลกอุดร ซึ่งมีประวัติความเป็นอยู่ที่ลึกลับเหมือนกัน กล่าวได้เลยว่าลูกศิษย์ของพระครูเทพโลกอุดรนั้นมีความเป็นอยู่ลึกลับแทบทุกรูป

เนื่องด้วย หลวงพ่อโพรงโพธิ์ มีวัตรปฏิบัติที่น่าเลื่อมใสศรัทธา ชาวบ้านจึงช่วยกันสร้างวัดแล้วนิมนต์ท่านออกมาจำพรรษา ท่านได้ปฏิบัติธรรมและสั่งสอนชาวบ้านตามหน้าที่ของสงฆ์ นอกจากนี้ท่านยังมีความรอบรู้ในเรื่องของยาสมุนไพร ใครเจ็บป่วยก็มาหาให้ท่านรักษา

ต่อมาก็มีคนลือว่าท่านให้หวยแม่น ทำให้มีชาวบ้านแห่กันเข้าหาท่าน ทำให้วัดมีแต่ความวุ่นวายไม่สามารถปฏิติธรรมได้เหมือนแต่ก่อน จนมีอยู่วันหนึ่งชาวบ้านได้เห็นเสือตัวใหญ่ได้คาบ หลวงพ่อโพรงโพธิ์ ลงมาจากกุฏิแล้วเดินหายเข้าไปในป่าลึก

มีเลือดหยดไหลเป็นทาง ชาวบ้านได้ออกติดตามเพื่อช่วยเหลือตามรอยเลือดนั้นไป จนได้พบร่างของท่านถูกเสือกัดแหลกเหลว ชาวบ้านนำร่างของท่านมาทำการฌาปนกิจตามประเพณี ท่ามกลางความเศร้าเสียใจของชาวบ้าน

เรื่องราวของท่านน่าจะจบลงเพื่อเท่านี้ แต่หลังจากนั้นไม่นาน มีชาวบ้านไปเจอท่านกลับไปนั่งสมาธิอยู่ที่โพรงต้นโพธิ์ที่เดิม ชาวบ้านพากันตกใจ กล้า ๆ กลัว ๆ แต่เมื่อลองเข้าไปพูดคุย ขออนุญาตจับตัวท่าน ก็รู้ว่าเป็นร่างกายคนปกติ ต่างก็สงสัย จนสรุปกันได้ว่า

นั่นคือความศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้ทรงอภิญญา จึงได้นิมนต์ท่านกลับไปที่วัดเดิม จนเมื่อเกิดความไม่สงบวุ่นวายอีกครั้งที่วัด มารบกวนท่าน ท่านก็ได้ดับขันธ์ไปอีกครั้ง และไม่ปรากฏในแถบนั้นอีกเลย ตามประวัติได้กล่าวว่า หลวงพ่อโพรงโพธิ์ ได้มีศิษย์เอกอยู่สองรูปคือ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า กับ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน

หลวงปู่กับกรมหลวงชุมพร

ด้วย หลวงปู่ มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทั้งลุ่มแม่น้ำท่าจีน ทำให้เสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์เริ่มสนพระทัย ในฐานะพระเกจิอาจารย์จอมขมังเวทย์ จนเมื่อครั้งพระองค์ได้เสด็จพักผ่อนทางเรือไปเหนือ ในขากลับเรือลอยลำมาจนถึงจังหวัดชัยนาท

อยู่ ๆ พระองค์ก็ตรัสให้นำเรือเข้าแม่น้ำท่าจีน เมื่อมาถึงวัดปากคลองมะขามเฒ่า เรือที่ล่องมานั้นเกิดขัดข้องดับลงเสียดื้อ ๆ แก้ไขอย่างไรเครื่องยนต์ก็ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ จึงต้องจอดเรือลอยลำ และได้ทราบว่าตรงบริเวณที่ลอยลำเรือนั้นเป็นดินแดนศักดิสิทธิ์ของหลวงปู่

เสด็จเตี่ย
กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

เมื่อทรงทราบเช่นนั้น จึงนำเรือเข้าเทียบจอดที่ศาลาท่าน้ำวัด ทอดพระเนตรเห็นเด็กขนหัวปลีมากองที่ลานวัดทรงสงสัยจึงนั่งมองอยู่ที่เรือ เมื่อเด็ก ๆ ขนหัวปลีมาได้มากพอแล้ว สักครู่ก็มีพระภิกษุชราเดินออกมานั่งลงข้าง ๆ กองหัวปลี ตรวจหวย

บริกรรมคาถาเสกเป่า หยิบหัวปลีขึ้นมาหนึ่งหัวขึ้นมาลูบไล้พร้อมกับบริกรรมคาถาอยู่ครู่หนึ่งแล้ววางหัวปลีลงกับพื้น เมื่อหัวปลีถึงพื้นก็กลับกลายเป็นกระต่ายสีขาวในพริบตา

พระองค์ประจักษ์เช่นนั้นแล้ว จึงเสด็จขึ้นกราบนมัสการพระภิกษุรูปนั้น และทรงทราบว่าเป็นหลวงปู่จริง ๆ จึงได้ขออนุญาตจอดพักเรือ และได้สนทนาเกี่ยวกับชื่อเสียงที่พระองค์ท่านได้ยินมา ว่า

หลวงปู่ มีวิชาดีมากมาย นอกจากเสกหัวปลีเป็นกระต่ายแล้ว ยังเสกใบไม้เป็นต่อแตน ล่องหนหายตัว ฯลฯ หลวงปู่ท่านสนทนาอย่างไม่มีปิดบัง ด้วยการเสกคนให้เป็นจระเข้ ให้กรมหลวงชุมพร ได้ประจักษ์ ทำให้ท่านเกิดศรัทธาเลื่อมใส ทรงตรัสถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่ ขอศึกษาวิชาความรู้ หลวงปู่รับพระองค์ไว้เป็นศิษย์ด้วยความยินดี

สรุป

หลวงปู่ศุข นับเป็นเกจิอาจารย์อันเป็นเคารพศรัทธาของชาวชัยนาท และลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศ แม้ว่าท่านจะละสังขารมาแล้วกว่า 100 ปี แต่ศรัทธานั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง ด้วยท่านเป็นพระเกจิผู้เปี่ยมด้วยพุทธาคมแก่กล้า จนได้รับสมญา

“เจ้าสำนักทางพุทธาคมอันยิ่งใหญ่แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา” เป็นพระอาจารย์ทางพุทธาคมรูปแรกของ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่ทรงให้ความเคารพนับถือและมีความใกล้ชิดเป็นอย่างยิ่ง

อีกทั้งวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังที่สร้างล้วนเป็นที่นิยมอย่างสูง ด้วยพุทธคุณเป็นเลิศ โดยเฉพาะแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี และยังคงเป็นที่กล่าวขานและแสวงหามาจวบจนปัจจุบัน ruay

บทความแนะนำ