หลวงปู่ดู่ที่หน้ากุฏิ
หลวงปู่ดู่ที่หน้ากุฏิ

หลวงปู่ดู่ เป็นพระสุปฏิปันโน ผู้ที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตาต่อบรรดาศิษย์ทุกคน ถึงแม้สังขารจะร่วงโรยสักเพียงใดท่านก็ยังเมตตาอบรมศิษย์ รวมถึงผู้ที่ใฝ่ในธรรมทุกคน ที่ได้มากราบนมัสการท่านอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย

แม้ในยามค่ำคืนท่านยังเมตตาแสดงธรรมต่อคณะศิษย์ที่เดินทางมา หลวงปู่ดู่ท่านยังให้ธรรมะคติเตือนใจแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายว่า ” เวลาเหลืออีกไม่มากแล้ว ให้รีบพากันปฏิบัติ “

หลวงปู่ดู่ ท่านเกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ 2447 ตรงกับขึ้น 15ค่ำ เดือน 6 ปีมะโรง ตรงกับวันวิสาขบูชา ที่บ้านข้าวเม่า ต.ข้าวเม่า อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุทธยา โยมพ่อชื่อ พุด โยมแม่ชื่อ พ่วง หลวงปู่ท่านเป็นบุตรคนสุดท้อง มีพี่สาว 2 คน มีพี่น้องรวมกัน 3 คน โยมพ่อโยมแม่มีอาชีพทำนา นอกฤดูกาลทำนาจะทำขนมไข่มงคลขาย

เมื่อครั้งที่ท่านยังเป็นทารกได้เกิดเหตุน่าอัศจรรย์คือ ในคืนหนึ่งที่เป็นหน้าน้ำ ในขณะที่พ่อและแม่ของท่านกำลังทอดไข่มงคลอยู่ ท่านอยู่บนเบาะถูกวางไว้ที่นอกชานบ้านคนเดียว ไม่รู้ด้วยเกิดจากสาเหตุใดตัวท่านและเบาะกลิ้งตกลงไปในน้ำ แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์ตัวท่านไม่จมน้ำตัวท่านที่อยู่บนเบาะกลับลอยอยู่เหนือน้ำ ลอยไปติดอยู่ที่ข้างรั้ว

จนสุนัขที่บ้านท่านเห็นก็เห่าพร้อมทั้งวิ่งกลับไปมาระหว่างท่านกับแม่ของท่าน เมื่อแม่ของท่านสังเกตเห็นสุนัขจึงเดินตามสุนัขออกมาพบว่าท่านลอยน้ำติดอยู่ข้างรั้ว เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้แม่ของท่านเชื่อว่าท่านต้องเป็นผู้มีบุญมาเกิด

หลวงปู่ดู่
หลวงปู่ดู่

มารดาของหลวงปู่ได้เสียตั้งแต่ท่านยังเป็นทารก ต่อมาไม่นานบิดาก็มาจากไปอีกเมื่อหลวงปู่อายุได้เพียง 4 ขวบ ท่านจึงเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่นั้นมา ทำให้ท่านต้องมาอาศัยอยู่กับยาย มีพี่สาวชื่อสุ่มคอยดูแลท่าน ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่วัดกลางคลองสระดอกบัว และวัดประดู่ทรงธรรม และวัดนิเวศธรรมะประวัติ แถวบางประอิน

เมื่ออายุได้ 21 ปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2468 ท่านได้เข้าพิธีบรรพชาอุปสมบทที่วัดสะแก ต.ธนู ต.อุทัย จ.พระนครศรีอยุทธยา โดยมีหลวงพ่อกลั่นเจ้าอาวาสวัดพระญาติการาม เป็นพระอุปชา หลวงพ่อแด่เจ้าอาวาสวัดสะแก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และหลวงพ่อฉาย วัดกลลางคลองสระบัวเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ท่านได้รับฉายาว่า “พรหมปัญโญ”

ในพรรษาแรก ท่านศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ที่วัดประดู่ทรงธรรม กับท่านเจ้าคุณเนื่อง พระครูชม และหลวงพ่อรอด(เสือ) ในด้านการปฏิบัติพระกัมฏฐานกับหลวงพ่อกลั่น และหลวงพ่อเภา

เมื่อเข้าพรรษาที่สาม ออกเดินธุดงค์จากอยุทธยา เพื่อกราบนมัสการพระพุทธฉายที่จังหวดสระบุรี ต่อจากนั้นเดินธุดงค์ไปต่อ สิงห์บุรี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี เป็นเวลา 3 เดือน กระทั่งท่านเกิดอาพาธจึงต้องพักการธุดงค์ และงดรับกิจนิมนต์นอกวัด

หลวงปู่ดู่พบหลวงปู่เทพโลกอุดร

หลวงปู่ดู่และหลวงปู่เทพโลกอุดร
หลวงปู่ดู่และหลวงปู่เทพโลกอุดร

เมื่อครั้งที่ท่านออกเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรนั้น วันหนึ่งในช่วงฤดูหนาวท่านได้เดินธุดงค์ไปถึงดงพญาเย็นได้เกิดเป็นไข้มาลาเลียในท่ามกลางป่าดงดิบท่านคิดว่าคงจะไม่รอดชีวิตแน่ ๆ แล้ว แต่จู่ ๆ ก็มีพระรูปร่างสูงใหญ่องค์หนึ่งเอายาเม็ดกลม ๆ ปั้นเหมือนลูกกลอนมาให้ท่านฉันสองเม็ด

เมื่อท่านฉันแล้วปรากฏว่าอาการไข้กลับทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์ พอท่านหายพระรูปร่างสูงใหญ่นั้นก็จากไป โดยที่ท่านไม่ทราบว่าพระองค์นั้นชื่ออะไร หลังจากที่ท่านกลับมาที่อยุทธยาได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้หลวงปู่กลั่น เจ้าอาวาสวัดพระญาติการาม อาจารย์ของท่านฟัง

หลวงพ่อกลั่นหัวเราะและกล่าวว่า “พระรูปร่างสูงใหญ่องค์นี้ท่านเป็นพระหลายยุคหลายสมัย ท่านเข้าเผยแผ่พระไตรปิฎกในสุวรรณภูมิคอยค้ำชูบวรพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ไม่ให้ตกต่ำจนกว่าจะถึงยุคพระศรีอริย์ “

สุดยอดคำสอนของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

  • ครูอาจารย์ดีๆ มีอยู่มากก็จริง แต่สำคัญที่เราต้องปฏิบัติให้จริง สอนตัวเองให้มาก นั่นแหละจึงจะดี
  • การปฏิบัติ ถ้าหยิบตำราโน้นนี้มาสงสัยถาม มักจะโต้เถียงกันเปล่า โดยมากชอบเอาจากอาจารย์โน่นนี่ว่าอย่างนั้นอย่างนี้มา …การจะปฏิบัติให้รู้ธรรมเห็นธรรม ต้องทำจริง จะได้อยู่ที่ทำจริง เอาให้จริงให้รู้ ถ้าไปเรียนกับครูอาจารย์อื่นโดยยังไม่ทำให้จริงให้รู้ ก็เหมือนดูถูกดูหมิ่นครูบาอาจารย์
  • การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้ …ศีล คือ ดิน …สมาธิ คือ ลำต้น …ปัญญา คือ ดอกผล …เราต้องการให้ต้นไม้เจริญงอกงาม ก็ต้องหมั่นรดน้ำพรวนดิน และต้องคอยระมัดระวังมิให้ตัวหนอนคือ โลภ โกรธ หลง มากัดกิน
  • ถ้าเป็นโลกแล้ว จะมีแต่ส่งออกไปข้างนอกตลอดเวลา แต่ถ้าคิดสิ่งที่เป็นธรรมแล้ว ต้องวกกลับเข้ามาหาตัวเอง เพราะธรรมแท้ ๆ ย่อมเกิดในตัวของเรานี้ทั้งนั้น
  • “โลกเท่าแผ่นดิน ธรรมเท่าปลายเข็ม” เรื่องโลกมีแต่เรื่องยุ่งของคนอื่นทั้งนั้นไม่มีที่สิ้นสุด เราไปแก้ไขเขาไม่ได้ ส่วนเรื่องธรรมนั้นมีที่สุด มาจบที่ตัวเรา ให้มาไล่ดูตัวเอง แก้ไขที่ตัวเราเอง… ตนของตนเตือนตนด้วยตนเอง
  • ให้พยายามภาวนาไว้เรื่อย ๆ ไม่ว่ายืน เดิน นั่ง นอน ทำได้ตลอดเวลาถ้าเราจะทำ ดีกว่านั่งร้องเพลง จะซักผ้า หุงข้าว ต้มแกง นั่งรถ ทำได้ทั้งนั้น เขาเรียกว่า พยายามเกลี่ยจิตใจให้เข้าที่ ถ้าจะรอเวลาปฏิบัติ (นั่งสมาธิภาวนา) ทีเดียวมันยาก เพราะจิตมันแตกมาตลอดวัน
  • ของดีอยู่ที่ตัวเรา ให้หมั่นดูจิต รักษาจิต หลวงปู่ดู่เป็นพระพูดน้อย ไม่มากโวหาร ท่านจะพูดย้ำอยู่แต่ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมและความไม่ประมาท
  • คนดีน่ะ เขาไม่ตีใคร หลวงปู่ดู่ไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติธรรมของสำนักไหน ๆ ในเชิงลบหลู่หรือเปรียบเทียบดูถูกดูหมิ่น ท่านจึงว่า “คนดีน่ะ…เขาไม่ตีใคร” ซึ่งลูกศิษย์ทั้งหลายได้ถือเป็นแบบอย่าง
หลวงปู่เมตตา
หลวงปู่เมตตา
  • ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เหมือนรสแกงส้ม
    – ศีล เปรียบได้กับรสเปรี้ยว ความเปรี้ยวทำหน้าที่กัดกร่อนความสกปรกออก ทำนองเดียวกัน ศีลจะช่วยขัดเกลาความหยาบออกจากทางกาย วาจา ใจ
    – สมาธิ เปรียบได้กับรสเค็ม เพราะความเค็มช่วยรักษาอาหารต่าง ๆ ไม่ให้เน่าเสีย สมาธิก็เหมือนกัน สามารถรักษาจิตของเราให้ตั้งมั่นอยู่ในคุณงามความดีได้
    – ปัญญา เปรียบได้กับรสเผ็ด เพราะปัญญามีลักษณะคิด อ่าน ตริตรอง โลดแล่นไป เพื่อขจัดอวิชชาความหลง
  • การปฏิบัติ ถ้าอยากเป็นเร็ว ๆ มันก็ไม่เป็น หรือไม่อยากให้เป็น มันก็ประมาทเสีย เลยไม่เป็นอีกเหมือนกัน อยากเป็นก็ไม่ว่า ไม่อยากเป็นก็ไม่ว่า ทำใจให้เป็นกลาง ๆ ตั้งใจให้แน่วแน่ในกรรมฐานที่ตั้งไว้ ภาวนาเรื่อยไป เหมือนกับเรากินข้าว ไม่ต้องอยากให้มันอิ่ม ค่อย ๆ กินไป มันก็อิ่มเอง ภาวนาก็เช่นกัน ไม่ต้องไปคาดหวังให้มันสงบ หน้าที่ของเราคือภาวนาไป ก็จะถึงของดีของวิเศษในตัว แล้วเราจะรู้ชัดว่าอะไรเป็นอะไร ให้หมั่นทำเรื่อยไป
  • รวยกับซวยมันใกล้กันนะ จะเอารวยน่ะ จะหามายังไงก็ทุกข์ กลัวคนจะมาจี้มาปล้น หมดไปก็เป็นทุกข์อีก ไปคิดดูเถอะ มันไม่จบหรอก มีแต่เรื่องยุ่ง เอา “ดี” ดีกว่า
  • ความสำเร็จนั้น มิใช่อยู่ที่การสวดมนต์อ้อนวอนพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาประทานให้ หากแต่ต้องลงมือทำด้วยตนเอง ถ้าตั้งใจทำตามแบบแล้วทุกอย่าง รับรองว่าต้องสำเร็จ ไม่ใช่จะสำเร็จ พระพุทธเจ้าท่านวางแบบเอาไว้แล้ว ครูบาอาจารย์ทุกองค์มีพระพุทธเจ้าเป็นที่สุด ก็ได้ทำตามแบบ เป็นตัวอย่างให้เราดู
หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
  • รอให้แก่เฒ่าหรือจวนตัวแล้วจึงสนใจภาวนา ก็เหมือนคนหัดว่ายน้ำตอนเรือหรือแพใกล้แตก มันจะไม่ทันการณ์
  • ที่ว่านิมิต แสงสว่างเป็นกิเลสก็ถูก แต่เบื้องแรกต้องอาศัยกิเลสไปละกิเลส(อาศัยกิเลสละเอียดไปละกิเลสอย่างหยาบ) แต่ไม่ได้ให้ติดแสงสว่างหรือหลง แสงสว่าง ท่านให้ใช้แสงสว่างให้ถูก ให้เกิดประโยชน์ เหมือนอย่างกับ…เราเดินทางผ่านไปในที่มืด ก็ต้องอาศัยแสงไฟช่วยนำทาง หรืออย่างว่าเราจะข้ามแม่น้ำ ก็ต้องอาศัยเรือ อาศัยแพ เมื่อถึงฝั่งแล้ว เราจะแบกเรือแบกแพขึ้นฝั่งไปด้วยทำไม
  • อย่าต้มน้ำทิ้งเปล่า ๆ โดยไม่ได้เอาน้ำร้อนไปใช้ประโยชน์ (หมายถึงอย่าเอาแต่ทำสมาธิโดยไม่พิจารณาธรรม)
  • อย่าปฏิบัติแบบไฟไหม้ฟาง (หมายถึงไหม้วูบเดียวแล้วก็ดับ กล่าวคือ ขยันก็ทำ ขี้เกียจก็หยุด อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ต้องทำ (ปฏิบัติธรรม) ให้สม่ำเสมอให้ได้ทั้งในยามขยันและขี้เกียจ)

สรุป

หลวงปู่ดู่ ท่านเป็นพระสุปฏิปันโนที่มีแนวการสอนธรรมะที่เรียบง่าย ท่านจะนำเอาสิ่งที่เข้าใจยากมาแสดงธรรมให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยท่านจะยกการอุปมาอุปไมยมาประกอบในการสอนธรรมะทำให้ผู้ฟังเห็นภาพแลพเกิดความเข้าใจในธรรมที่ท่านนำมาแสดง ความเมตตาของท่านต่อลูกศิษย์และผู้ที่ใฝ่ในธรรมมีมากเหลือประมาณ

‘สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ’ สมเด็จพระสังฆราชในรัชกาลที่ 10

‘หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน’ ผู้บรรลุสัจธรรมของโลก

หลวงปู่สรวง ผู้วิเศษแห่งภูตะแบง