เรื่องมันมีอยู่ว่าเริ่มจากที่บ้านน้าอุไรปลูกบ้านอาศัยอยู่มานานแล้วตั้งแต่แต่งงานมีลูกทั้งหมด 5 คน ที่ดินดังกล่าวมีทั้งหมด 6 ไร่กว่า ๆ แต่ก่อนนี้เคยเป็นที่ทำนาปรัง นอกจากนี้น้าอุไรยังเป็นแม่ค้าขายขนมอีกด้วย ยายปุ้ยแม่ของสามีมีอาชีพทำขนมหวานขายเช่น ขนมถ้วย ขนมกล้วย ขนมใส่ไส้ ให้ลูกสะใภ้หาบไปขายตามตีนท่าหน้าบ้าน

ส่วนน้ามาดสามีก็เปิดร้านตัดผมผู้ชาย ที่ริมคลองหน้าบ้าน เป็นคนที่มีนิสัยเข้มงวดการกินการอยู่เป็นไปอย่างอดออมในส่วนของคนอื่น ส่วนตัวเองกินเหล้าทุกวัน พอเมาก็บ่นลูกบ่นเมีย ยิ่งบางวันก็อาละวาดเกรี้ยวกราดบ้านแทบแตก อีกทั้งบางวันก็ชอบหาเรื่องทะเลาะกับเพื่อนบ้านใครพูดอะไรไม่เข้าหูได้มีเรื่อง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้น้ามาดต้องตาย และก็ตายโหงด้วย

เพราะโดนแทงตายจากคนที่ชื่อนายกริช เป็นเด็กข้างบ้านที่น้ามาดชอบพูดดูหมิ่นดูแคลนนับครั้งไม่ถ้วนแถมถุยน้ำลายใส่ทุกครั้งจนนายกริชทนไม่ไหวบันดาลโทสะคว้ามีดพกกระหน่ำแทงน้ามาดนับสิบแผลจนล้มฟุบจมกองเลือดอยู่หน้ารัานตัดผมของเขา นายกริชหนีไม่พ้นถูกตามจับมาดำเนินคดีเขาสารภาพว่าทนไม่ไหวเพราะน้ามาดเมาทีไรต้องตะโกนด่าเขาทุกครั้ง

เพราะว่าบ้านอยู่ติดกันและก็ได้ทนมาตลอด สาเหตุที่น้ามาดไม่ชอบเขาเพราะนายกริชไม่ยอมตัดผมที่ร้านของแกแต่ไปตัดที่ตลาดทำให้สามีน้าอุไรไม่พอใจหาว่าหัวสูงจนแล้วไม่เจียมแล้วก็ด่าลามปามไปจนถึงพ่อแม่บุพการีจนนายกริชทนไม่ไหว

เกิดเป็นงู

ยายปุ้ยคิดถึงลูกชายก็ได้ทำบุญใส่บาตรให้ แต่เหมือนว่าลูกชายบาปหนาเหลือเกินไม่ได้ไปผุดไปเกิด เพราะยายปุ้ยเคยฝันเห็นลูกชายนอนขดตัวอย่างน่าสงสารอยู่รั้วข้างบ้านไม่ใส่เสื้อผ้า ความฝันนี้ทำให้ยายปุ้ยเป็นกังวลจึงไปหาพระที่วัด หลวงตาก่อม เป็นพระหมอดูก็ช่วยดูให้ บอกยายปุ้ยว่าลูกชายของยายปุ้ยไม่ได้เกิดเป็นคนแต่ไปเกิดเป็นสัตว์เลื้อยคลาน

เนื่องจากกรรมที่เขาได้ทำในตอนที่มีชีวิตอยู่ ยายปุ้ยรู้ดีว่าลูกชายไม่เข้าวัดทำบุญ ตอนเด็ก ๆ ชอบยิงนกตกปลา ฆ่านก ฆ่าหนู ฆ่างู เป็นหลายสิบตัวซึ่งไม่ได้ฆ่าด้วยความจำเป็นแต่ฆ่าเล่นเพื่อความสนุกสนานตามวัยที่ยังเยาว์ ยายปุ้ยถามหลวงตาก่อมว่าจะทำอย่างไรดี แก้ไขอย่างไรได้บ้าง

หลวงตาก่อมได้แต่พูว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ยายปุ้ยกลับมาถึงบ้านได้เล่าให้น้าอุไรฟัง และตกลงกันว่าจะทำบุญกระดูกให้ลูกชายย้ายปุ้ยเพราะตายครบปีพอดี

กลางดึกคืนนั้น

ยายปุ้ยได้ฝันเห็นลูกชายนอนขดตัวเปล่าอยู่ข้างบ้านไม่ต่างไปจากความฝันเดิม ในตอนเช้าหลังจากที่ยายปุ้ยได้ใส่บาตรแล้วก็เดินไปที่ข้างรั้วตามที่ฝัน เมื่อแกเดินไปถึงก็มองเห็นรูอะไรสักอย่างซึ่งเหมือนกับรูงู ปากรูเป็นมันเลื่อมซึ่งหากเป็นรูงูจริงมันคงจะเลื้อยเข้าออกเป็นประจำ

ยายปุ้ยยืนดูรูนั้นอยู่นาน จนน้าอุไรเดินมาข้างหลังเอ่ยปากถาม “แม่ดูอะไรอยู่” แกก็ชี้มือให้ดูว่านั่นเป็นรูอะไรกันทำไมปากรูมันถึงเป็นมันเลื่อมอย่างนั้นรูงูหรือเปล่า แล้วก็เล่าความฝันให้น้าอุไรฟังอีกครั้งว่าเมื่อคืนก็ฝันแบบนั้นอีกแล้ว

“หลวงตาก่อมบอกว่าไอ้มาดมันไปเกิดเป็นสัตว์เลื้อยคลานมันไปเป็นงูหรือเปล่าผ้าไม่นุ่งนอนขดตัวอยู่เหมือนกับงู”
น้าอุไรถามกลับ “ทำไมพี่มาดไปเกิดเป็นงูหล่ะแม่….ฉันไม่เข้าใจ”

ยายปุ้ยตอบ “ก็มันเคยฆ่างูเห่า
“เอ่อ…งูเห่านี่มัน…เขาว่าอาฆาตนะแม่” น้าอุไรพูด
“ก็อาฆาตน่ะสิ…งูเห่านี่ตีมันหลังหักมันกลับมาเอาตายเลยเชียวล่ะ” ยายปุ้ยกล่าว
“มันก็น่ากลัวนะแม่…แล้วพี่มาดเกิดเป็นงูอะไรก็ไม่รู้” น้าอุไรพูดด้วยความสงสัย

ย้ายปุ้ยก็คอยไปดูรูข้างรั้วนั้นบ่อย ๆ ว่าเป็นที่อาศัยของสัตว์ชนิดไหน แต่ไม่เคยเห็นตัวอะไรเข้าออกรูนั้นเลย จนถึงปลายฤดูจนในช่วงค่ำ ๆ ของวันหนึ่งยายปุ้ยเห็นเข้าโดยบังเอิญ แต่ก็ยังพอจะมองเห็นว่างูสีขาวนวลเลื้อยออกมาจากรูอย่างรวดเร็วหายเข้าไปในพงหญ้าข้างบ้านตัวไม่ใหญ่นักกำลังว่องไวเลยทีเดียว แล้วก็ไปเล่าให้น้าอุไรฟังว่างูที่อยู่ในรูนั้นเป็นงูเผือก ยายปุ้ยพยายามเฝ้าดูอยู่เรื่อย ๆ แต่ก็ไม่เห็นมันอีกเลย

จนเมื่อมาถึงหน้าน้ำหลาก น้ำก็ท่วมรูนั้น แต่พอน้ำลดรูนั้นก็หายไปโดนกลบด้วยโคลนเลนจนไม่เหลือร่องรอย ยายปุ้ยคิดว่างูเผือกตัวนั้นคงโดนน้ำท่วมตายไปแล้ว ถ้างูตัวนั้นคือดวงวิญญาณของลูกชายป่านนี้ก็คงไผุดไปเกิดแล้วแต่จะได้เป็นคนหรือเปล่าแกไม่แน่ใจ นอกเสียจากไปให้หลวงตาก่อมช่วยดูหมอ ยายปุ้ยจึงไปหาหลวงตาก่อม แต่วันนั้นหลวงตาไม่สบายอาพาธนอนซมอยู่ในกุฏิ

แต่หลวงตาก่อมก็แข็งใจลุกขึ้นมาดูหมอให้ทำนายว่า ลูกชายยายปุ้ยที่ไปเกิดเป็นสัตว์เลื้อยคลาดยังใช้เวรเก่าไม่หมดยังไม่ตายจากชาติภพนี้ยังคงเป็นสัตว์เลื้อยคลานอยู่ ยายปุ้ยเลยถือโอกาสเล่าเรื่องงูเผือกให้หลวงตาฟัง หลวงตาก่อมก็บอกอาจจะเป็นไปได้ที่ลูกชายแกจะไปเกิดเป็นงู

ยายปุ้ยเลยถามหลวงตาว่า “ตอนนี้ไม่รู้ว่าเขาไปอยู่ที่ไหนเจ้าคะ?” “อยู่ในบริเวณที่ดินของโยมนั่นแหละ ไม่ได้ไปไหนหรอก” หลวงตาก่อมตอบ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นความลับ ยายปุ้ยก็ไม่ได้ปิดบังใครแกเจอใครที่สนิทสนมแกก็เล่าให้ฟังจนรู้กันไปทั้งหมู่บ้าน

หลายปีต่อมา

ยายปุ้ยตายด้วยโรคคนแก่ ตายไปพร้อมกับความกังวลเรื่องลูกชาย ก่อนสิ้นใจยังสั่งเสียน้าอุไรให้หมั่นทำบุญกรวดน้ำไปให้น้ามาดเพื่อที่เขาจะได้พ้นบาปไปผุดไปเกิดเป็นคนเสียที จนลูกของน้าอุไรโตเป็นหนุ่มสาวเข้าไปทำงานในโรงงานกันหมดปล่อยแม่ยู่บ้านตามลำพัง

ตอนนั้นน้าอุไรอายุ 50 กว่า แล้วแต่ยังทำขนมขายอยู่ไม่ได้ขาด นาไร่ก็ให้เขาเช่าได้เงินบ้างก็ยังดีกว่าปล่อยทิ้งเปล่า ๆ นายสมานลูกชายคนโตได้มาเยี่ยมบ้านมองเห็นที่ดินว่างเปล่าก็เสียดายอยากจะทำสวนก็หารือกับแม่ว่าจะทำที่นา 6 ไร่นี้เป็นสวน เลี้ยงปลาด้วย เลี้ยงไก่ด้วย ปลุกต้นไม้ด้วย ตอนแรกน้าอุไรไม่เห็นด้วย แต่พอได้ฟังเหตุผลของลูกชายก็เริ่มคล้อยตาม

แต่ที่นาดังกล่าวนั้นต้องแบ่งให้ทุกคนเท่า ๆ กันจะไปถือครองคนเดียวไม่ได้ นายสมานไม่ใช่คนเห็นแก่แก่ได้ ไม่คิดเอาเปรียบน้อง ๆ ไม่เคยคิดที่จะฮุบที่ดินแปลงนั้น เขารู้ว่าจะต้องแบ่งกัน แต่ช่วงนี้เขาขอเช่าที่ดินในส่วนของน้อง ๆ ไปก่อน นายสมานพอจะมีทุนอยู่บ้างเพราะทำงานเก็บมาหลายปี โดยที่เขาจะลงทุนเองให้แม่ดูแล และเสาร์อาทิตย์จะกลับมาช่วย และถ้าได้เงินได้ทองดีจะลาออกมาทำเต็มตัว น้าอุไรเห็นดีด้วย

กลับมาถึงนายกริชที่ฆ่าน้ามาดออกจากคุกมาหลายปีแล้วทำงานขับรถอยู่กับเถ้าแก่ฮวด ในตัวอำเภอ ร่ำรวยมีกิจการรถสิบล้อและรถแม็กโครตักดิน น้าอุไรได้ไปว่าจ้างรถตักดินของเถ้าแก่ฮวด และคนที่รับงานมาขับรถแม็กโครก็คือนายกริชเพราะรู้จักพื้นที่นั้นดี เมื่อทำงานเสร็จก็จอดพักที่บ้านนายกริชได้ไม่ต้องกลัวว่ารถจะหาย ครอบครัวของน้าอุไรกับครอบครัวของนายกริชไม่พูดกันตั้งแต่น้ามาดถูกแทงตาย

แล้วในคืนนั้น…..

น้าอุไรฝันว่าน้ามาดมาบอกให้หยุดขุดดินส่วนเหตุผลไม่ได้บอก แต่ได้ตกลงว่าจ้างรถมาแล้ว บ่ายวันต่อมานายกริชขุดพบงูเผือกตัวยาวใหญ่เลื้อยตรงเข้ามาหารถอย่างดุร้ายแผ่แม่เบี้ย พยายามเลื้อยขึ้นไปบนรถ นายกริชเห็นท่าไม่ดี จึงกระโดดลงจากรถพร้อมท่อเหล็กทุบเข้าไปที่งูเต็มแรง งูดิ้นบิดตัวไปมา

ชาวบ้านที่มาดูการทำงานก็ตะโกนว่า “งูเผือก…งูเผือก” น้าอุไรได้ยินเสียงก็รีบวิ่งลง แต่ไม่ทันเสียแล้วนายกริชจัดการเรียบร้อยแล้ว น้าอุไรได้แต่ยืนมอง แล้วนึกถึงคำสั่งเสียของยายปุ้ยเชื่อว่าลูกชายเกิดเป็นงูเผือกจะเป็นตัวเดียวกันนี้หรือเปล่านะ แต่ก็ได้แต่ยืนมอง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้านแถวนั้น นายกริชเอาท่อนเหล็กเขี่ยซากงูไปให้พ้นแล้วขึ้นรถทำงานต่อ

ข่าวที่นายกริชทุบงูเห่าเผือกตายไปแพร่ไปทั้งหมู่บ้าน ลุงหยุดถึงกับเข้าไปห้ามนายกริชไม่ให้ทำงานให้มาคุยกันก่อนเตือนให้เขาระวังตัว เขาได้ฆ่างูที่มีดวงวิญญาณของน้ามาดสิงอยู่เป็นการฆ่าครั้งที่สอง นายกริชได้แต่หัวเราะ “มันเกิดอะไรขึ้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือนนะโว้ย…แต่ทางที่ดีเอ็งเอาธูปสักดอกจุดขอขมาเขาเสีย”

นายกริชโบกมือขอร้องให้ลุงหยุดลงจากรถเพื่อที่เขาจะได้ทำงานต่อให้เสร็จไม่อย่างนั้นน้าอุไรจะหาว่าเขาอู้งานในตอนแรกนายกริชจะไม่สนใจซากงูเห่าเผือกตัวนั้น แต่ลุงหยุดมาพูอย่างนี้ทำให้อยากลองดีพอเลิกงานเขาก็เอามันกลับไปบ้านด้วยจัดการถลกหนังให้แม่ทำผัดเผ็ดพ่อของนายกริชกลับมาได้กลิ่นหอมบอกกับลูกชายว่าอย่างนี้ต้องแกล้มกับเหล้า นายกริชจึงได้ออกไปซื้อเหล้ามาตั้งวงระหว่างพ่กลูก หนักเข้าแม่เข้ามาร่วมวงด้วย คุยกันเสียงดัง

น้าอุไรได้ยินครั้งแรกก็ไม่ได้สนใจจนได้ยินเรื่องที่นายกริชเล่าให้พ่อกับแม่ฟัง “ตอนแรกผมก็ไม่ได้สนใจหรอกพ่อ แต่ลุงหยุดมาบอกผมนะซิว่าไอ้งูบ้านี่ไม่ใช่งูธรรมดา มันเป็นงูไอ้มาดที่ผมฆ่ามันไปแล้ว จะให้ผมจุดธูปขอขมางู บ้ามั๊ยพ่อ…ผมก็เลยนึกว่าเออ..กูก็อยากจะรู้เหมือนกันเป็นงูไอ้มาดจริงหรือเปล่าก็เลยบอกตัวเองว่าดีเหมือนกันเชื่อเรื่องงมงายกันดีนัก

อีกอย่างถ้าเป็นงูไอ้มาดจริงก็ลองกินมันดูซิว่าเนื้อมันจะเป็นยังไง” แล้วทั้งสามก็พากันหัวเราะอย่างสนุก ผู้เป็นพ่อพูดต่อด้วยเสียงอันดัง “เออ…เนื้อไอ้มาดนี่มันอร่อยดีเนอะ” ฝ่ายแม่ก็พูดขึ้นบ้าง “ทำให้ลูกกูติดคุกลำบากกินเนื้อแม่งซะเลย…ไอ้ระยำ” คืนนั้นชาวบ้านแถวนั้นได้ยินเสียงสรวลเสเฮฮาที่บ้านนายกริช เขาว่ากินจนดึก

เช้าวันรุ่งขึ้น….

คนงานของเถ้าแก่ฮวดนำน้ำมันเพื่อจะมาเติมที่รถแม็กโครขึ้นไปปลุกนายกริชบนบ้าน พบว่าทั้้งบ้านเงียบกริบเหมือนบ้านร้าง เขาขึ้นไปพบว่านายกริชนอนตัวแข็งทื่อ จึงไปตามชาวบ้านระแวกนั้นไปดูและก็พบว่าไม่ใช่นายกริชคนเดียวรวมไปถึงพ่อแม่ของเขาก็เช่นเดียวกันนอนตัวแข็งทื่อเป็นท่อนไม้กันทั้งบ้าน โจษขานกันไป บ้างก็ว่าตายเพราะกินงูเห่าเผือก บ้างก็ว่าตายเพราะผีมาเอาตัวไป บ้างก็ว่าตายเพราะกินเหล้ามาก แต่ก็สรุปกันไม่ได้ว่าตายเพราะอะไร

สรุป

แล้วคุณล่ะคิดว่าครอบครัวของนายกริชตายเพราะอะไร??? “กมฺมุนา วตฺตตีโลโก….สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”

Cr.เรื่องเล่าอาจารย์ยอด