ถ้ารู้ว่าโตมาแล้วจะดื้อขนาดนี้ เด็ก ๆ น่าจะเอา “ขี้เถ้ายัดปาก” ไปซะเลย!! ประโยคสุดคลาสสิคที่แอดมินโดนว่าประจำเวลาทำตัวไม่น่ารัก มีใครเคยโดนเหมือนกันบ้าง? ยิ่งครอบครัวไหนที่โตมากับคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย หรือมีญาติผู้ใหญ่คอยมาช่วยเลี้ยงหลาน ต้องเคยได้ยิน “ความเชื่อเกี่ยวกับเด็ก” ที่คนโบราณคอยบอกคอยเตือนมากมาย ซึ่งคุณเคยสงสัยไหมว่าความเชื่อเหล่านั้นเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า วันนี้ ตรวจหวย.com เลยอยากจะพาไปตามล่าหาความจริงในประเด็นนี้กัน

10 ความเชื่อเกี่ยวกับเด็ก แบบผิด ๆ 

ต้องบอกก่อนว่า การเลี้ยงลูกของคนโบราณ แตกต่างกับ การเลี้ยงลูกในยุคปัจจุบัน อย่างสิ้นเชิง เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงสู่ความทันสมัย ทำให้เด็กรุ่นใหม่เติบโตมากับเทคโนโลยีและข้อเท็จจริงที่อ้างอิงมาจากหลักวิทยาศาสตร์มากกว่าความเชื่อ

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความเชื่อเรื่องการเลี้ยงลูก ยังคงมีอิทธิพลที่ถูกพูดถึงและทำตามกันอยู่เรื่อยมา ซึ่งหลาย ๆ ความเชื่อที่ว่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป และบางความเชื่ออาจอันตรายถึงขั้นทำให้ลูกหรือเด็กทารกเสียชีวิตลงได้ 

ฉะนั้นแล้วเพื่อให้พ่อแม่มือใหม่เลี้ยงลูกได้อย่างปลอดภัย เราเลยจะนำข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้วมาแก้ไข 10 ความเชื่อเกี่ยวกับเด็ก แบบผิด ๆ ให้กลายเป็นถูก ดังนี้

จริงหรือไม่ ทาดอกอัญชัญแล้วผมจะดกคิ้วจะหนา

เด็กกำลังยิ้ม

✔️จริง :: จากงานวิจัยผลการทดสอบพบว่า ในดอกอัญชัญจะมีสารที่ชื่อว่า แอนโทไซยานิน โดยสารนี้จะพบในพืชสีม่วง หรือแดง ซึ่งจะเป็นสารที่ต้านอนุมูลอิสระ โดยงานวิจัยชี้ว่าหากนำมาหมักผมจะช่วยกระตุ้นหนังศีรษะ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือกไปเลี้ยงรากผมทำให้ผมดกดำได้จริง 

แม้การนำดอกอัญชัญมาทาจะไม่มีผลร้ายแรงต่อร่างกายเด็ก แต่บางครั้งก็ต้องระวังเรื่องภูมิแพ้ในเด็กบางคน เพราะผิวทารกบอบบางอาจเกิดการระคายเคืองได้ และระวังไม่ให้เข้าตาเด็กเด็ดขาด

จริงหรือไม่ โกนผมไฟแล้วผมจะได้ดกดำ

เด็กถูกโกนผม

❌ ไม่จริง :: โบราณนิยมโกนผมไฟให้แก่เด็ก เพราะเชื่อกันว่าผมของเด็กที่ติดมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่นั้นไม่สะอาดและยังบอบบาง ทำให้หลุดร่วงง่ายจึงต้องโกนทิ้ง เนื่องด้วยสมัยก่อนยังไม่มีแชมพูสำหรับเด็กเหมือนอย่างปัจจุบัน ดังนั้นวัตถุประสงค์ในการโกนผมไฟที่แท้จริงในสมัยก่อนคือ ต้องการที่จะทำความสะอาดมากกว่าที่จะทำให้ผมขึ้นมาดกดำ

เพราะความจริงแล้วผมจะดกดำหรือไม่นั้นไม่เกี่ยวกับการโกนผมไฟ แต่ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ล้วน ๆ หากคุรพ่อคุณแม่ผมบางลูกก็จะผมบาง หากมีผมดกดำลูกก็จะมีแนวโน้มผมดกดำเช่นกัน

จริงหรือไม่ บีบดั้งลูกบ่อย ๆ จมูกจะได้โด่ง

เอานิ้วไปจิ้มจมูกเด็ก

❌ ไม่จริง :: กระดูกตรงสันจมูกของเด็ดทารกจะเป็นเพียงกระดูกอ่อน ๆ เด็ก ๆ แทบจะทุกคนแรกเกิดจมูกจะดูแบน โตขึ้นมาถึงจะรู้ว่าจมูกโด่งหรือไม่โด่ง เพราะฉะนั้นการบีบจมูกลูกในวัยแรกเกิดบ่อย ๆ ไม่มีผลต่อความโด่งของจมูกใด ๆ ทั้งสิ้น

เด็กจะมีจมูกโด่งหรือไม่โด่งขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ของคุณพ่อคุณแม่เช่นเดียวกัน อีกทั้งการบีบจมูกในส่วนที่บอบบางบ่อย ๆ นี้ จะก่อให้เกิดการอักเสบหรือบวมได้ ควรปล่อยให้พัฒนาการของลูกน้อยเป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า

จริงหรือไม่ ใช้ปัสสาวะทารกกวาดลิ้น ป้องกันฝ้าขาว

กวาดลิ้นทารก

❌ ไม่จริง :: เดิมคนโบราณเชื่อกันว่า น้ำปัสสาวะด็กสะอาดไม่น่าจะมีเชื้อโรค แต่ปัจจุบันข้อเท็จจริง ความเชื่อเกี่ยวกับเด็ก นี้ คือ ปัสสาวะเป็นของเสียที่ร่างการขับออกมาและอาจมีเชื้อโรค หากนำปัสสาวะไปกวาดลิ้นจะทำให้ทารกได้รับเชื้อโรคเข้าไปเต็ม ๆ 

และฝ้าขาวที่ลิ้นนั้นเมื่อทารกดูดนมเข้าไป แน่นอนว่าลิ้นจะต้องเป็นฝ้าขาว ๆ เป็นธรรมดา ดังนั้นวิธีที่จะป้องกันฝ้าขาวที่ดีที่สุด ควรใช้ผ้าก็อตหรือผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นพอหมาด ๆ เช็ดเบา ๆ ให้ทั่วทั้งปากตั้งแต่โคนลิ้นไปจนถึงปลายลิ้น ทั้งด้านบนและด้านล่าง รวมไปถึงกระพุ้งแก้ม และเพดานปาก 

จริงหรือไม่ นอนคว่ำหัวจะสวย

เด็กทารกนอนคว้ำ

❌ ไม่จริง :: มีผลการศึกษาพบว่า การนอนคว่ำในเด็กอายุ 1-4 เดือน มีโอกาสเกิดภาวะ “SIDS” (Sudden Infant Death Syndrome) ทำให้เกิดการกดทับบริเวณหน้าอกของเด็ก เด็กจะหายใจลำบากขึ้น โดยเฉพาะเด็กทารกที่นอนบนเตียงนิ่ม ๆ หรือมีเครื่องนอน เช่น ตุ๊กตา หรือหมอนอยู่ใกล้ ๆ ใบหน้า หรือบางครั้งเมื่อลูกดูดนมเสร็จ แม่ไปจับนอนคว่ำ อาจทำให้สำลักนมออกมา โดยเราไม่ทันสังเกตก็เกิดอันตรายกับเด็กได้ ทางที่ดีให้เด็กนอนตะแคงจะปลอดภัยกว่า

จริงหรือไม่ ห้ามตัดเล็บจนกว่าจะครบ 1 เดือน ทำให้เด็กทารกไม่สบาย

ตัดเล็บเด็กทารก

❌ ไม่จริง :: ความเชื่อเกี่ยวกับเด็ก ข้อนี้ โบราณท่านว่าห้ามตัดเล็บก่อน 1 เดือน เพราะอาจทำให้เด็กทารกไม่สบายได้ ซึ่งในความจริงแล้วการตัดเล็บไม่มีผลทำให้ไม่สบายแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าเล็บของทารกอ่อนและบางมาก คุณพ่อคุณแม่มือใหม่อาจจะเผลอตัดเล็บลูกแล้วเข้าเนื้อจนต้องเจ็บตัวกันไป

ซึ่งความเชื่อนี้สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นเพียงกุศโลบายใน การเลี้ยงลูกของคนโบราณ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นมากกว่า ฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ ควรดูแลเล็บลูกไม่ให้ข่วนหน้าข่วนตา และมีการเล็มเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้เพื่อความปลอดภัย หรือใส่ถุงมือเพื่อป้องกัน แต่ถึงอย่างไรนั้นการใส่ถุงมือไม่ควรใส่เป็นเวลานาน เพราะจะทำให้เด็กมีพัฒนาการในการหยิบจับช้า

จริงหรือไม่ ปานและรอยตำหนิบนร่างกาย บอกได้ว่าเด็กเคยเกิดมาแล้ว

เด็กมีปานอยู่ด้านหลัง

❌ ไม่จริง :: ความเชื่อเรื่องปาน สำหรับคนโบราณ ที่บอกต่อกันมาอย่างยาวนานนั้น มักจะเคยได้ยินเล่ากันมาว่า ผู้ที่มีปานแดง ปานดำ ติดตัวมาแต่กำเนิด คน ๆ นั้น อาจจะเคยเกิดมาแล้วชาติหนึ่ง และเชื่อว่าเคยเกิดมาในชาติก่อนจึงถูกทำตำหนิไว้ เพื่อให้คนที่รู้จักจำได้ แต่ในความเป็นจริงนั้น ปานและรอยตำหนิบนร่างกาย สามารถเกิดขึ้นได้ตามกรรมพันธุ์ เป็นเพราะเซลล์ผิวหนังส่วนนั้นผิดปกติ บางคนโตมาแล้วปานจะค่อย ๆ จางลงหรือบางคนก็อยู่ถาวร 

จริงหรือไม่ น้ำนมแม่รักษาตาแดง

เด็กดูดนมแม่

❌ ไม่จริง :: คุณหมอยืนยันว่า น้ำนมของแม่ไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ หรือนำมารักษาโรคตาแดงได้ เพราะน้ำนมมีเชื้อฝ่ายดีที่เกี่ยวข้องกับลำไส้ คือ ช่วยป้องกันการท้องเสียให้กับทารก หากนำมาหยอดตาอาจเกิดการอักเสบได้ ดังนั้นความเชื่อนี้อาจก่อให้เกิดอันตรายได้

จริงหรือไม่ ดัดขาลูก ขาจะได้ไม่โก่ง

ขาเด็กทารก

❌ ไม่จริง :: เพราะเด็กแรกเกิดจะดูขาโก่ง ๆ โค้ง ๆ อยู่แล้ว ขาเด็กจะเริ่มเข้าที่เข้าทางเมื่อมีอายุประมาณ 2 ขวบ หากไปดัดขาลูกมาก ๆ เมื่อถึงเวลาที่มันควรจะตรงมันอาจจะส่งผลเสียได้ เช่น ทำแรงไปจนฝืนสรีระที่ปกติของเด็ก อาจเกิดกระดูกหัก หรือข้อเคลื่อนหลุดได้

แต่ถ้ากรณี 2 ขวบแล้วขาลูกโก่งผิดปกติจริง ๆ อาจเกิดจากเนื้อกระดูกผิดปกติ ซึ่งมักพบในเด็กที่เป็นโรคกระดูกอ่อน ข้อเข่าเสื่อม หรือเกิดจากความผิดปกติของข้อสะโพก เวลายืนหรือเดินเด็กจะหมุนขาเข้าใน หรือหลังอายุ 3 ปี ไปแล้ว ขาลูกยังมีลักษณะโก่งแนะนำให้พาลูกไปพบกุมารแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

จริงหรือไม่ ยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ เป็นการพูดคุยกับแม่ซื้อ

เด็กทารกกำลังหัวเราะ

❌ ไม่จริง :: บางความเชื่อคิดว่าการยิ้ม หัวเราะ และร้องไห้ของลูกน้อย เป็นการพูดคุยกับ  “แม่ซื้อ” ซึ่งเป็นเทวดาหรือผีที่คอยดูแลรักษาเด็กทารก ซึ่ง ความเชื่อเกี่ยวกับเด็ก ข้อนี้ไม่ได้เป็นความเชื่อที่ร้ายแรงอะไร และถือเป็นความเชื่อส่วนบุคคล 

แต่หากพูดกันตามความเป็นจริงแล้ว การยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ ของลูกนั้นเป็นการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม และการตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ เป็นธรรมดา คุณพ่อคุณแม่แค่คอยสังเกตพฤติกรรมต่าง ๆ ของลูกอย่างใกล้ชิดเพื่อรับมือและตอบสนองได้อย่างทันท่วงที

สรุป

สำหรับการเลี้ยงลูก คุณพ่อคุณแม่มือใหม่อาจจะต้องปรับตัว เตรียมพร้อม และทำการศึกษาหาข้อมูลพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วงวัยควบคู่กันไปด้วย จะได้ทราบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติหรือเป็นความผิดปกติ

อย่าง 10 ความเชื่อเกี่ยวกับเด็ก ที่เราได้นำเสอไปนั้น ยิ่งต้องศึกษาให้ดีอย่างรอบคอบ แม้บางสิ่งไม่มีอันตรายก็จริง แต่ก็ไม่ควรอยู่ในความประมาท หรือบางความเชื่อก็อันตรายจนอาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อเด็กได้ ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดหากมีข้อสงสัยอะไรควรปรึกษาแพทย์โดยตรง จะได้ปลอดภัยหายห่วง

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ